/images/banner.png

เตาฮีด ความหมายและความเข้าใจ
Platform needs to be installed. See readme file

http://www.thedeenshow.com/uploads/thumb/531_faith.jpg

 เตาฮีด ความหมายและความเข้าใจ

   บทสัมภาษณ์ ศ. ดร. ญะอฺฟัร เชค อิดริส
  อับดุลมะญีด อุปมา แปลและเรียบเรียง

 

 

         เรากำลังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเตาฮีด ซึ่งโดยปกติแล้วจะแปลคำนี้ว่า “เอกภาพของผู้เป็นเจ้า” ดร.อิดริส ครับ ผมอยากเริ่มคำถามแรกด้วยการขอให้ท่านให้คำจำกัดความของคำว่าเตาฮีด?
 

               คำนี้มาจากภาษาอาหรับ มาจากคำเดียวกับคำว่า ‘วาฮิด’ (หนึ่ง) หรือ ‘อะฮัด’ (หนึ่งเดียว) ซึ่งหมายถึง ‘หนึ่ง’ คำนี้ยังอ้างถึงหลักพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเรา ซึ่งเป็นความจริงที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ‘มีผู้เป็นเจ้าเพียงหนึ่งเดียว’   

เตาฮีด(การยืนหยัดความเป็นหนึ่ง)มีองค์ประกอบ 3 ด้าน ด้านแรกเรายอมรับความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้าในฐานะผู้สร้าง ผู้ค้ำจุนทุกสรรพสิ่ง ผู้ซึ่งดูแลรักษาโลก นี้เพียงหนึ่งเดียว ความจริงเตาฮีดด้านนี้ถูกยอมรับโดยผู้คนจำนวนมาก ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมก็ตาม เป็นความจริงอีกว่า เตาฮีดด้านนี้ถูกยอมรับแม้แต่บุคคลที่ไม่ได้สังกัดตัวอยู่กับศาสนาใดๆ พวกเขาก็ยังเชื่อว่ามี ‘อำนาจ’ อยู่เบื้องหลังโลกนี้ ซึ่งเป็นอำนาจที่สร้างโลกนี้และกำหนดการบริหารดูแลให้โลกนี้ดำเนินไปได้  

ด้านที่สองก็คือการยอมรับความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้าในฐานะผู้มีคุณลักษณะที่พิเศษคือ ไม่มีสิ่งใดเหมือน คุณสมบัตินี้ไม่มีสิ่งอื่นเข้ามามีร่วมอยู่ด้วย นี่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเราพูดว่า ‘ผู้เป็นเจ้าทรงรู้’ แล้วไม่ให้เราพูดว่า ‘มนุษย์รู้’ แต่จริงแล้วมันหมายความว่า เมื่อใดที่ลักษณะนี้ได้ถูกใช้กับผู้เป็นเจ้าแล้ว มันจะถูกใช้ในแบบที่ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบใช้ได้กับมนุษย์ ... 

ด้านที่สาม ซึ่งเป็นด้านที่สำคัญที่สุด(ซึ่งสืบเนื่องมาจากสองด้านแรก)ก็คือ ความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้าในฐานะเพียงผู้เดียวที่ ‘คู่ควร’ ที่มนุษย์จะสักการะบูชา(เป็นด้านที่ต้องแสดงในภาคปฏิบัติ ด้วยการยอมจำนนต่อพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียว ด้วยการแสดงออกในชีวิตทั้งหมด – ผู้แปล)  

ผมเห็นด้วยกับบางคนที่ได้กล่าวว่าการแปลคำว่า ‘ลา อิลาฮะ…’ ว่า ‘ไม่มีพระเจ้า… ’ เป็นความหมายที่ผิด เพราะว่ามันมีพระเจ้า(จอมปลอมที่ถูกบูชา)อีกจำนวนมาก ...

 

นี่เป็นหลักการศรัทธาพื้นฐานของมุสลิม คือ ‘ลา อิลาฮะ อิลลัล ลอฮฺ

            ใช่ครับ  ลา อิลาฮะ อิลลัล ลอฮฺ  เป็น หลักศรัทธาพื้นฐาน(เป็นคำปฏิญาณยืนยันถึงการเป็นมุสลิม ซึ่งหมายถึงการยืนยันในหลักการเตาฮีดนั่นเอง) ซึ่งความหมายที่ถูกต้องของมันก็คือ ‘ไม่มีพระเจ้าที่คู่ควรในการได้รับการสักการะบูชา เว้นแต่ผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว’ ซึ่งเรียกผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวนี้ในภาษาอาหรับว่า ‘อัลลอฮฺ’ (ไม่ควรแปลว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด เว้นแต่อัลลอฮฺ 

 

 ถ้าหากคุณลักษณะต่างๆของผู้เป็นเจ้าเป็นเอกลักษณ์ไม่มีอะไรเหมือน แล้วเราจะรู้จักลักษณะต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไร?

ความแตกต่างอยู่ตรงที่อิมาม มาลิกเรียกว่า ‘รูปแบบ เมื่อ ลักษณะความรู้นี้นำมาใช้กับคุณ มันเป็นรูปแบบที่แตกต่างเมื่อมันถูกใช้กับอัลลอฮฺ คุณลักษณะต่างๆทั้งหมดของอัลลอฮฺนั้นเชื่อมประสานเข้าด้วยกัน หาก อัลลอฮฺนั้นเป็นอมตะ หากอัลลอฮฺเป็นภาวะที่ไม่สิ้นสุด ดังนั้นความรู้ของสิ่งที่อยู่ในสภาวะอันไม่สิ้นสุดนี้ไม่สามารถเหมือนกับ ความรู้ของบางคนเช่นคุณ ผู้ที่ไม่....

 

ไม่มีความรู้เลย...

ไม่มีความเป็นอมตะ ฉะนั้น เราสามารถรับรู้คุณลักษณะของอัลลอฮฺโดยผ่านสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้น ดังนั้น จากสิ่งที่ถูกสร้างเราสามารถไปถึงผู้สร้างได้

อย่างไรก็ตาม แน่นอนเป็นที่สุดว่าแหล่งที่มาสำคัญที่สุดที่จะรับรู้อัลลอฮฺคือ การวิวรณ์(คือการติดต่อจากอัลลอฮฺ ได้แก่คัมภีร์ต่างๆของพระองค์) นั่นหมายความว่าอัลลอฮฺได้เปิดเผยให้เราทราบเกี่ยวกับตัวพระองค์เอง เราต้องรู้ว่าอะไรบ้างคือคุณลักษณะพื้นฐานเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณลักษณะที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่พระองค์สร้าง ซึ่งคุณลักษณะพื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราสามารถพบได้ในบท(ซูเราะฮฺ) อัล-ฟาติฮะฮฺ

 

บทแรกของคัมภีร์อัล กุรอาน

            ใช่ครับ ในบทแรกของอัล กุรอาน เราได้อ่าน ‘อัล ฮัมดุ ลิลลาฮิ ร็อบบิล อาละมีน  ‘การสรรเสริญทั้งมวลเป็นของอัลลอฮฺ ผู้เป็นเจ้า(ร็อบบฺ)ของโลกทั้งผอง’ คำว่า ร็อบบฺ เป็นคุณลักษณะอันดับแรก พระองค์คือ ร็อบบฺ และคำว่า ร็อบบฺ ในภาษาอาหรับนั้นเป็นคำที่รุ่มรวยด้วยความหมาย มันหมายถึงว่า อัลลอฮฺคือผู้สร้าง อัลลอฮฺคือผู้อุปถัมภ์ค้ำชู อัลลอฮฺคือผู้ที่เฝ้าดูแลสรรพสิ่ง คำว่า ร็อบบฺ มีความเกี่ยวข้องกับคำว่า ตัรบียะฮฺ หมายถึง การให้ความรู้ ... 

             ดังนั้น ข้อความทีว่า ‘อัล ฮัมดุ ลิลลาฮิ ร็อบบิล อาละมีน, อัร เราะหฺมานิร เราะฮีม  ‘การสรรเสริญทั้งมวลเป็นของอัลลอฮฺ ผู้เป็นเจ้า(ร็อบบฺ)ของโลกทั้งผอง, ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณา’ 

 จากนั้นเรากล่าวข้อความว่า ‘มาลิกิ เยามิด ดีน  ‘ผู้มีอำนาจแห่งวันตอบแทน’  ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นคุณลักษณะพื้นฐานของอัลลอฮฺ เช่น เดียวกัน เมื่อเรากล่าวอัลลอฮฺโกรธหรืออัลลอฮฺลงทัณฑ์ เราต้องระมัดระวังและต้องไม่ไปคิดถึงพระองค์ในสภาพการโกรธในรูปแบบของมนุษย์ มีฮะดีษหนึ่งกล่าวว่า ‘ความเมตตาของอัลลอฮฺอยู่เหนือความโกรธกริ้วของพระองค์’

 

คือความเมตตาเป็นพื้นฐานของคุณลักษณะของผู้เป็นเจ้า?

               ใช่ครับ

 

ผมไม่ค่อยแน่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านกำลังพูดอยู่ ท่านกำลังวาดภาพที่ค่อนข้างเป็นมนุษย์ของผู้เป็นเจ้าหรือเปล่าหรือว่าท่าน ไม่ได้ทำเช่นนี้?

                   ไม่ ไม่ !!!  นี่ เป็นสิ่งที่ผมกำลังพูด และผมคิดว่านี่คือประเด็นที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คุณลองดูซิว่ามันมีทัศนะเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าที่สุดโต่งสองทรรศนะ ทรรศนะกลุ่มแรก ก้าวไปไกลจนถึงการทำให้ผู้เป็นเจ้ามีลักษณะเหมือนมนุษย์หรือสิ่งถูกสร้างอื่นๆ(คือเป็นรูปธรรม) ...

                   ทรรศนะกลุ่มที่สอง ก็ตกขอบไปจนถึงการทำให้ผู้เป็นเจ้าเป็นเพียงแค่ ‘นามธรรม’ พวกเขาไม่ต้องการที่จะให้อ้างคุณลักษณะของผู้เป็นเจ้าให้เป็นแบบใดเลย เพราะพวกเขากลัวว่า ถ้าพวกเขากล่าวว่า ผู้เป็นเจ้าทรงโกรธหรือทรงเมตตาหรือคุณลักษณะใดๆก็ตาม แล้วจะทำให้ตีค่าผู้เป็นเจ้าเหมือนกับสภาวะความเป็นมนุษย์ ดังนั้น ผลสุดท้ายมันกลายเป็นเหมือนกับที่นักเทววิทยาท่านหนึ่งได้กล่าวว่า พวกเขาได้ทำให้ผู้เป็นเจ้าเป็นเหมือนกับ‘ความไม่มี’ เพราะว่ามีเพียงสิ่งที่ไม่มีเท่านั้นที่จะไม่มีคุณลักษณะใดๆเลย

อะไรก็ตาม “สิ่งที่มีอยู่” ต้องมีคุณลักษณะที่แท้จริง จุด ยืนที่ถูกต้องเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้เป็นเจ้าก็คือ เราต้องกล่าวว่า ใช่ ผู้เป็นเจ้านั้นมีสภาวะที่ดำรงอยู่ พระองค์ทรงมีอยู่จริง พระองค์ไม่ได้มีอยู่จริงเพียงแค่ ‘นามธรรม’ ที่อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเราเท่านั้น

ดัง นั้น พระองค์จึงทรงมีคุณลักษณะ แต่เนื่องจากคุณลักษณะของพระองค์นั้นไม่เหมือนกับสิ่งใด หรือพระองค์ไม่ใช่สิ่งเดียวกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นสรรพสิ่งที่รายล้อมตัวเราอยู่ สรรพสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง ดังนั้น เมื่อเรานำคำศัพท์ที่บอกถึงลักษณะต่างๆมาใช้กับพระเจ้า จึงต้องใช้ในรูปแบบความเข้าใจที่แตกต่างกับเมื่อนำมาใช้กับมนุษย์ ส่วนธรรมชาติที่แตกต่างนี้จะเป็นอย่างไร เราไม่อาจทราบได้

 http://www.jimas.org/pics/snowdon.jpg

พระเจ้าไม่ได้อยู่ในหัวใจของเรา ไม่ได้อยู่รายล้อมเรา ไม่ได้อยู่ในโลกที่ห้อมล้อมเราอย่างนั้นหรือ? 

                ใช่ ทรรศนะนี้สอดคล้องกับอัล-กุรอาน และปรากฏอย่างชัดเจนในอัล กุรอาน เมื่อเราบอกว่า ‘พระเจ้าอยู่ทุกนี่’ หมายถึงเฉพาะ ‘ความรอบรู้’ ของพระองค์เท่านั้น เมื่อเรากล่าวว่า ‘พระเจ้าอยู่ทุกที่’ เราไม่ได้หมายความว่าตัวตนของพระองค์อยู่ทุกที่ 

             มีเรื่องเล่าที่โด่งดังเรื่องหนึ่ง มีนักบวชคนหนึ่งกำลังบอกเด็กๆว่าผู้เป็นเจ้าอยู่ทุกที่ มีเด็กคนหนึ่งถามขึ้นว่า “พระองค์อยู่ที่นี่ด้วยหรือ?” พลางชี้ไปที่แก้วน้ำ นักบวชคนนี้ตอบว่า “ใช่” เด็กคนนี้จึงกล่าวว่า “ฉันจับพระเจ้าได้แล้ว” โดยการเอามือวางปิดแก้ว  

 ตัว ตนของผู้เป็นเจ้าไม่ได้อยู่ทุกแห่งทุกหน ทรรศนะที่สอดคล้องกับอัล กุรอานก็คือ ผู้เป็นเจ้าอยู่ทุกที่ ในแง่ของความรู้ หรือความเมตตา ซึ่งก็เป็นความจริงที่ว่า ร็อบบฺ นั้นคือผู้เป็นเจ้าที่ดูแลทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พระองค์ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเอกภพ พระองค์แตกต่างจากมันโดยสิ้นเชิง

 

แนวคิดแบบเตาฮีดประกอบไปด้วยแนวคิดเกี่ยวกับเอกภาพของผู้เป็นเจ้าเท่านั้นเองหรือ? เตาฮีดไม่ได้มีแนวคิดว่าเอกภาพอื่นๆ เช่นเอกภาพของมนุษย์ เอกภาพของธรรมชาติ เอกภาพระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยหรือ?

             กล่าวได้เลยว่า เตาฮีด เป็นเสมือนฐานรากของทุกรายละเอียดของอิสลามที่ได้กระจายออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างในอิสลามเกี่ยวพันกับเตาฮีด เพราะว่าในทรรศนะของอิสลามแล้วทุกสิ่งอย่างกำเนิดมาโดยเป็นมุสลิม(ยอมจำนนต่อพระเจ้า) ดังนั้น เตาฮีดก็คือแก่นแท้ของสภาวะความเป็นมนุษย์ ฉะนั้น มนุษย์ทุกๆคนกำเนิดมาเนื่องจากเตาฮีด เมื่อเขาได้เบี่ยงเบนไปจากมัน เขาจึงกลายเป็นคนแปลกแยก เมื่อใดก็ตามที่เขากลับมาเป็นมุสลิม นั่นคือเขาได้กลับมาสู่ศาสนาของธรรมชาติของสภาวะความเป็นมนุษย์ของตัวเขา เขากลับมาเป็นตัวเขาเอง เตาฮีดจึงถูกเชื่อมเข้ากับสิ่งที่ดีที่สุดในสภาวะความเป็นมนุษย์

 

สังคมแบบไหนที่เตาฮีดพยายามจะสร้างขึ้น?

กล่าวได้เลยว่า เตาฮีดต้องการสร้างสังคมแห่งความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ความเป็นมนุษย์คือผู้ที่มีความเป็นเลิศในด้านปัญญา มีหลักธรรมที่เที่ยงตรง สังคมแบบนี้ถูกจัดขึ้นในแบบที่จะค้ำชูอะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวก เขาในฐานะที่เป็นมนุษย์ สังคมที่ผู้คนอาศัยอยู่ในฐานะเป็นพี่น้องกัน สังคมที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองไม่ใช่แบบใดแบบหนึ่ง ของการกดขี่และเผด็จการ แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมและคนที่ไม่ใช่มุสลิมก็เช่นกัน เราจะปฏิบัติกับพวกเขาในฐานะพี่น้องแห่งมนุษยชาติ ตราบที่พวกเขาพร้อมที่จะดำรงอยู่ร่วมกันกับเรา

            เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เตาฮีดจะเข้ามาช่วยให้เราจัดสังคมของเราขึ้นมาในแบบที่ผสานกลมกลืนเข้ากับ ความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงของเราในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ แต่ทว่าปัญหาของมุสลิมทุกวันนี้ก็คือ สิ่งที่เห็นอยู่จริงในพฤติกรรมของพวกเขา ไม่ว่าในด้านส่วนบุคคลหรือในวิธีการจัดสังคมของพวกเขา หรือด้านอื่นๆ ไม่ได้เชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่พวกเขาได้อ่านในอัล- กุรอานและในอัซ- ซุนนะฮฺ(แบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด)เลย ตรงกันข้ามมันกลับได้รับอิทธิพลจากอุดมการณ์ที่ไม่ใช่อิสลามมากมาย และมันดำเนินไปอย่างนี้เป็นเวลานาน ...

 

ผมรู้สึกยินดีที่ท่านกล่าวถึงแนวคิดของสังคมมุสลิมร่วมสมัย เมื่อเรามองดูสังคมมุสลิมทุกวันนี้ เราประสบกับโรคภัยจำนวนมาก หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือปัญหาจริยธรรมตามที่ท่านได้อธิบายไป แต่ก็มีโรคร้ายอื่นๆทางกายภาย อันได้แก่การขาดการดูแลด้านสุขอนามัย การขาดแคลนที่อยู่อาศัย เป็นต้น เราสามารถทำอะไรได้บ้าง? หากพิจารณาจากมุมมองของเตาฮีดที่มีต่อปัญหาเหล่านี้

                บางที ผมคิดว่า จุดที่สมเหตุสมผลก็คือ การเริ่มต้นบอกผู้คนว่าเตาฮีดคือ อะไร เพราะว่า – ผมหวังว่าผมจะไม่เป็นคนที่มองโลกแง่ร้ายเกินไป - หากผมจะบอกคุณว่า ผมคิดว่ามุสลิมส่วนใหญ่ แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อว่าพวกเขาศรัทธาต่อเตาฮีด แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาศรัทธา(อย่างถูกต้อง)

 

นี่จะเป็นการตัดสินที่รุนแรงเกินไปหรือไม่?

                เตาฮีดไม่ใช่เพียงแค่เรากล่าวว่า ‘ลา อิลาฮะ อิลลัล ลอฮฺ’ - ‘ไม่มีพระเจ้าที่คู่ควรในการได้รับการเคารพบูชา เว้นแต่ผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว  บาง ครั้งที่คนหนึ่งได้กล่าวถ้อยคำนี้ออกมา แต่พฤติกรรมของเขาไม่ได้แสดงออกถึงมันเลย ตรงกันข้ามพฤติกรรมของเขาแสดงให้เห็นว่า เขายังคงคิดว่ามีอำนาจอื่นที่นอกเหนือจากผู้เป็นเจ้าอยู่ คิดว่ามีผู้อื่นที่ร่วมรับผิดชอบในการบริหารจักรวาลให้ดำเนินไป หรือคิดว่ามีผู้อื่นสามารถเปลี่ยนวิถีทางของธรรมชาติได้ หรือเขาเชื่อว่าทัศนะของบางคนเป็นสิ่งที่ถูกต้องทุกอย่าง

               ลองหันกลับไปดูมุสลิมในยุคแรก จะเห็นว่าพวกเขาระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างอิมาม มาลิก เคยกล่าวว่า “คำกล่าวของมนุษย์สามารถจะรับหรือปฏิเสธก็ได้ เรารับจากเขาสิ่งหนึ่งและทิ้งสิ่งหนึ่ง ยกเว้นชายที่นอนอยู่ในหลุมฝังศพนั้น” ซึ่งหมายถึงท่านนบีมุฮัมมัด แน่นอนไม่ใช่เพราะว่าท่านนบี  เป็นผู้ที่มีภาวะของความเป็นพระเจ้า แต่เพราะว่าอัลลอฮฺ ได้ทำให้ท่านเป็นมะอฺศูม(ผู้ ที่ได้รับการปกป้องให้พ้นจากความผิด)อันเนื่องจาการเป็นผู้นำคำสอนอิสลามมา สภาพการเป็นมะอฺศูมนี้ไม่เคยมอบให้แก่ใครหลังจากท่าน ไม่เคยมอบให้แก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺ(สหาย)ของท่าน ไม่เคยมอบให้แก่อิหม่ามท่านใด ไม่เคยมอบให้เชค(ผู้รู้ศาสนา)คนใด หรือซูฟีคนใด ไม่เคยมอบให้ใครเลย ทุกๆคนต้องได้รับการชี้ขาดด้วยสิ่งที่มีอยู่ในอัล- กุรอานและสิ่งที่ปรากฏอยู่ในอัซ-ซุนนะฮฺ คุณบอกผมได้ไหมว่า มีมุสลิมสักเท่าไรที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยมาตรการนี้?

 

น่ากลัวว่ามันจะมีเพียงน้อยนิด

                การที่ผมกล่าวเช่นนี้กับมุสลิมทั้งหลายนั้น ผมไม่ได้กล่าวว่า คนใดก็ตามที่แสดงออกด้วยท่าทีดังกล่าวจะกลายเป็นคนไม่ใช่มุสลิมไปเสียทันที เพียงแต่เขาไม่ใช่มุสลิมที่ดำเนินตามสิ่งที่ถูกกำหนดมาโดยเตาฮีด อีกทั้งพฤติกรรมของเขาก็ไม่ได้สะท้อนแนวคิดเตาฮีดแต่อย่างใด ตาม ความจริงแล้วพฤติกรรมของมุสลิมนั้นจะต้องสะท้อนให้เห็นเตาฮีดโดยครบถ้วน ไม่ว่าในแง่ปัจเจกชนหรือสังคม แน่นอนว่าอิทธิพลของเตาฮีดยังมีแม้เพียงบ้างด้านก็ตาม

 http://gotoknow.org/file/yanuprom/preview/nature.jpg

ท่านได้คุยถึงเรื่องความตกต่ำของสังคมมุสลิม แล้วสังคมมุสลิมจะบูรณะให้เกิดขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร? เตาฮีดสามารถช่วยสร้างสังคมมุสลิมให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่ และนำวัฒนธรรมทางภูมิปัญญาของพวกเราให้มีชีวิตอีกครั้งได้อย่างไร?

                ตามที่ผมได้กล่าวถึงตอนต้น ผมคิดว่าสิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ การเรียกร้องเชิญชวนผู้คนมาสู่เตาฮีด ผมคิดว่าเราต้องทำให้เตาฮีดเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับอุดมการณ์ต่างๆที่ กำลังแพร่หลายอยู่ในโลกทุกวันนี้ ผมมองว่าปัญญาชนมุสลิมต้องเข้ามามีบทบาทที่ยิ่งใหญ่นี้ จากการที่ผมได้ติดต่อกับปัญญาชนชาวตะวันตกบางคนทำให้ผมเชื่อว่าปัญญาชน มุสลิมคือคนที่สามารถเชิญชวนผู้คนให้หันมาสู่ศาสนาได้อีกครั้ง

            มีนักเทววิทยาจำนวนมากจากศาสนาต่างๆ ซึ่งผมเห็นว่าพวกเขามีความจริงใจ แต่ปัญหาก็คือว่าศาสนาหรือรูปแบบแนวความคิดต่อพระเจ้าที่เขามีอยู่ไม่สามารถ ยอมรับได้เลยจากบางคน ซึ่งได้แก่คนที่ถูกหลอมขึ้นมาด้วยแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ คนที่ต้องการหลักฐานและการใช้เหตุผล ผู้คนจำนวนมากในฐานะที่เป็นศาสนิกที่สังกัดศาสนาของพวกเขา พวกเขาเป็นคนที่มีปัญญา แต่เนื่องจากศาสนาของพวกเขาทำให้พวกเขากล่าวว่าไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างศาสนาและเหตุผล หรือทำให้พวกเขาต้องแยกศาสนากับวิทยาศาสตร์ออกจากกัน พวกเขากล่าวว่า ‘ศาสนา’(ทั้งหมดไร้เหตุผล) แต่ จริงๆแล้วพวกเขาควรจะระบุว่าเป็น คริสต์ศาสนา ศาสนายูดาย พุทธศาสนา หรือศาสนาใดก็ตาม เพราะว่าเรา –มุสลิม - ไม่ได้คิดเช่นนี้เลย เราไม่เห็นด้วยกับการแยกศาสนาออกจากวิทยาศาสตร์ เราสามารถโต้แย้งได้กับพวกไม่เชื่อพระเจ้า กับพวกวัตถุนิยม เพราะผมพบว่ารูปแบบพระเจ้าที่พวกเขาปฏิเสธไม่ใช่.....

 

ไม่ใช่รูปแบบพระเจ้าในอิสลาม? 

            ไม่ใช่พระเจ้าที่เราศรัทธา บางครั้งผมได้บอกกับพวกเขาไปว่า ถ้าหากพระเจ้าแบบนี้เป็นแบบที่พวกคุณปฏิเสธ เห็นทีผมก็ต้องเป็นพวกไม่เชื่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน เพราะว่าผมก็ปฏิเสธพระเจ้ารูปแบบเช่นนี้ นี่คือสิ่งหนึ่งที่พวกเราควรจะทำ

               สิ่งต่อไปก็คือการทำให้เตาฮีดกลายเป็น ‘กรอบทางปรัชญา’ ผมหมายความว่าเป็นกรอบทางปรัชญาสำหรับศาสตร์ทุกแขนงของเรา ผมมั่นใจว่า – แม้ว่าคนจำนวนมากอาจจะโต้แย้งเรื่องนี้ – นั่นคือต้องทำให้เตาฮีดเป็นกรอบทางปรัชญาของศาสตร์ทุกแขนง(คือมีมุมมอง ศาสตร์ต่างๆผ่านเตาฮีด)  

ในขณะนี้ทุกวันนี้เราใช้กรอบปรัชญาเป็นแบบวัตถุนิยมและอเทวนิยม(ปฏิเสธพระเจ้า ) แม้แต่กับผู้คนที่ศรัทธาในพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็น คริสเตียน ยิว หรือบางครั้งมุสลิมเองด้วย พวกเขาตั้งสมมุติฐานด้วยกรอบปรัชญาแบบวัตถุนิยมและอเทวนิยม ขณะที่พวกเขากำลังนำศาสตร์นั้นๆมาใช้ หรือพวกเขาหันมา ‘นึกถึง’ ศาสนาได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้ทิ้งวิทยาศาสตร์หรือไปมัสญิดหรือโบสถ์ สิ่งนี้ต้องถูกเปลี่ยนแปลง ...

ความศรัทธานี้จะสร้างกรอบทางปรัชญาสำหรับศาสตร์ทั้งหมด กรอบทางปรัชญาได้พาผมให้คิดเกี่ยวกับสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือการบูรณาการอิสลาม(Islamization)ต่อศาสตร์ต่างๆ ...

ท่านคิดว่าการเข้าถึงเตาฮีดของเราในแบบนี้จะทำให้เราถ่อมตัวมากยิ่งขึ้น มองเห็นคุณค่ามากยิ่งขึ้น และบางทีอาจจะช่วยให้ตระหนักถึงปัญหาที่พวกเราต้องเผชิญหน้าอยู่ทุกวันนี้ใน สังคมของพวกเรา?

               แน่นอนครับ ผมชอบเรื่องในฮะดีษที่รายงานมาจากเศาะฮาบะฮฺ(สหายท่านนบีมุฮัมมัด)ท่านหนึ่ง มาก ท่านกล่าวว่า “สิ่งที่ส่งผลให้ท่านมีการรับรู้ถึงพระเจ้ามากขึ้น มันจะทำให้ท่านถ่อมตัวมากยิ่งขึ้น ยิ่งทำให้ท่านขออภัยต่อผู้คนยิ่งขึ้น” แน่นอนว่าบางครั้งถ้าใครมีทัศนคติที่ผิดพลาดต่อศาสนา มันก็จะทำให้เขารู้สึกอวดดี เขาอาจกล่าวว่า “ฉันนมาซ ฉันไม่ดื่มเหล้า ฉันไม่ทำความผิดอย่างนั้นอย่างนี้ ดังนั้น ฉันจึงดีกว่าคนอื่นๆ” แต่ ทัศนคติที่ถูกต้องกลับตรงกันข้าม เขาควรกล่าวว่า “ฉันเป็นแค่คนเลวคนหนึ่ง ไม่คู่ควรกับความเมตตาของพระองค์ และฉันหวังว่าผู้คนที่ได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้จะหยุดมันได้ บางทีอัลลอฮฺอาจรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในใจของพวกเขาอาจทำให้เขาดีกว่าฉันก็ได้” เพราะว่าอัลลอฮฺไม่ได้สนใจแค่ภาพลักษณ์ภายนอก

 

                นี่เป็นการสนทนาที่ให้ความชัดเจนเป็นอย่างมาก ท่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเตาฮีด ในฐานะแนวความคิดว่าด้วยเอกภาพของผู้เป็นเจ้าทำให้เกิดการเป็นภราดรภาพของ ทุกสิ่งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และเตาฮีดต้องการผลักดันให้เกิดสังคมที่รู้แจ้ง สังคมที่ความเมตตาและความเอื้ออาทร ศาสตราจารย์อิดริสครับ ผมขอขอบคุณท่านมาก

 

..............................................................................

 

Who's new

  • nasiruddin
  • admin
  • ghuraba

Who's online

There are currently 0 users and 6 guests online.
DrupalShark.com - Drupal Themes with Bite!