/images/banner.png

อิสมาอีล ฮะนียะฮฺ
Platform needs to be installed. See readme file

อิสมาอีล ฮะนียะฮฺ
และกลุ่มชนที่ถูกสัญญาไว้เหนือดินแดน ปาเลสไตน์

 อิบนุ ศอลิหฺ เรียบเรียง

 

อิสลาอีล ฮานียะฮฺ มีชื่อเต็มว่า อิสมาอีล อับดุสสลาม อะหฺมัด ฮะนียะฮ์(ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของปาเลสไตน์) ท่านถือกำเนิดในปี ค.ศ .1963 ในค่ายผู้หลีภัยที่อยู่แถบชายฝั่งทะเลของเมือง ฆอซซะฮ์ (กาซ่า) ครอบครัวของท่านได้อพยพมาจากหมู่บ้านที่ชื่อว่า อัลเญารอฮฺ (الجورة) ซึ่งเป็น หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ในเมือง อัล อัสกอลาน(العسقلان) ที่อยู่ในเขตเมือง ฆอซซะฮ์ (กาซ่า)หลังจากที่ถูกรัฐบาล อิสรอเอล โจมตี เช่นเดียวกับท่าน เชค อะหฺมัด ยาซีน (ผู้นำทางจิตวิญญาณของฮามาส)ที่ได้อพยพมาจากหมู่บ้านแห่งนี้

พ่อของเขา มีนามว่า อับดุสสลาม อะหฺมัด อายาช ฮะนียะฮ์ เป็นคนที่มีชื่อเสียงในค่ายผู้ลี้ภัย มีอาชีพเป็นชาวประมง มีภรรยาทั้งหมด 3 คน โดยที่อิสมาอีล ฮะนียะฮ์ เป็นบุตรชายของภรรยาคนที่สอง ในช่วงเยาว์วัยอิสมาอีล ฮะนียะฮ์ มีความผูกพันกับพ่อของเขาอย่างมาก เขาได้ไปละหมาดกับพ่อที่มัสยิดเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาละหมาดซุบฮฺ เขาเป็นผู้ส่องไฟให้กับพ่อของเขาในช่วงที่เดินไปละหมาดที่มัสยิด เพราะในเวลานั้น บนถนนหนทางไม่มีไฟฟ้าใช้

ตอนที่ยัง เยาว์วัย เขาได้รับอิทธิพลจาก เชค มูซา ฆอบนุน ซึ่งเป็นอีหม่ามและคอฎีบประจำมัสยิดแห่งหนึ่งที่อยู่ทางตอนใต้ ท่านได้ศึกษา ฮาดิษ ฟิกฮ์ และท่องจำอัลกุรอานจากเชคผู้นี้ ต่อมาเขาเป็นอีหม่ามนำละหมาดตั้งแต่อายุไม่ถึง 15 ปีด้วยซ้ำ ความรอบรู้ของเขาได้เริ่มส่อแววออกมาในครั้งที่เชค มูซา อนุญาตให้ท่านขึ้นคุตบะฮ์วันศุกร์ในขณะที่เขาอายุยังน้อย

การศึกษา

ฮานียะ ฮฺเรียนจบชั้นอนุบาลและชั้นประถมจากโรงเรียนที่มีชื่อว่า อัลวักกาละฮ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนของผู้หลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ เขาเรียนจบชั้น ซานาวี จาก มะอฺฮัด อัล อัซฮัร ที่เมื่อง ฆอซซะฮ์(กาซ่า)หลังจากนั้น เขาได้เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย ในมหาลัยวิทยาลัย อิสลามมียะฮ์ ในเมือง ฆอซซะฮ์ คณะคุรุศาสตร์ สาขาภาษาอาหรับ

           เขาเริ่มมีความกระตือรือร้นในเรื่องอิสลามสมัยอยู่กับกลุ่มของนักศึกษาที่มี ความรักในอิสลาม ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาของ ญามาอะฮ์ อิควาน อัลมุสลีมีน และกลายเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวในนาม ฮามาส ต่อมา

          ในปี ค.ศ. 1983-1984 เขาร่วมเป็นสมาชิกสภานักศึกษาของมหาวิทยาลัย อิสลามมียะฮ์ ในเมือง ฆอซซะฮ์.และในปี ค.ศ.1985-1986 เขาได้รับตำแหน่งเป็นประธานนักศึกษา เมื่อเขาจบการศึกษา เขาก็ได้ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

ครั้งที่พบกับเชค อะหฺมัด ยาซีน

Sample Image ด้วยพระประ สงค์ของอัลลอฮ์ที่ให้ “เชค อะหฺมัด ยาซีน” เลือกมัสยิดที่อยู่ทางทิศเหนือของค่ายผู้หลี้ภัยที่อยู่ทางชายฝั่งทะเลเป็น ศูนย์กลางในการดะวะฮ์ของเขา และมัสยิดแห่งนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านของฮะนียะฮ์ ที่นี่เองที่ทำให้เขาพบกับเชค อะหฺมัด ยาซีน เป็นครั้งแรก และเมื่อเขาได้รับฟังการเรียกร้องของเชค อะหฺมัด ยาซีน หัวใจของเขาก็เริ่มอ่อนโยนขึ้น

ในปี ค.ศ.1979 เขามีความเห็นพ้องกับแนวคิดของ “ญามาอะฮ์ อิควาน อัล มุสลิมีน” อย่างแน่วแน่ จนกระทั่งเขาได้เรียกร้องผู้คนที่อยู่รอบข้างเขา ครอบครัวของเขา และสังคมของเขาไปสู่แนวทางนี้ ด้วยการเรียกร้องตามความชำนาญของเขา

เขาเริ่มต่อต้านรัฐบาลของอิสรอ เอลจากการยึดครองในช่วงที่ท่านอยู่ในกลุ่มของนักศึกษาที่มีหัวใจรักอิสลาม ก่อนการลุกฮือครั้งแรกในปี ค.ศ. 1987-1994 โดยการปลุกระดมของนักศึกษาในการต่อต้านทหารอิสรอเอลที่ปิดล้อมมหาวิทยาลัย และห้ามไม่ให้มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งประธานนักศึกษาอยู่นั้น เขากับเพื่อนๆได้เริ่มแจกใบปลิวและเขียนบทกลอนต่างๆบนกำแพง ปิดถนนประท้วงเพื่อเรียกร้องไปสู้การลุกฮือต่อต้านรัฐบาลยิวที่อธรรมกับพวก เขาในช่วงที่เขามีอายุ 23 ปี

เขาถูกรัฐบาลอิสรอเอลจับกุมหลังจาก การลุกฮือครั้งแรกผ่านไป 15 วัน เขากับเพื่อนๆถูกจับขังคุกเป็นเวลา 18 วันและในปี ค.ศ. 1988 เขาถูกจับขังคุก 6 เดือน โดยไม่มีการตัดสิน และในปี 1989 เขาถูกจับขังคุกนานที่สุดเป็นเวลาถึง 3 ปีด้วยกัน

หลังจากที่ เขาออกจากคุก เขาถูกนับว่าเป็นหนึ่งในแกนนำของขบวนการเคลื่อนไหว “ฮามาส” ในเมือง ฆอซซะฮ์ (กาซ่า) ถึงแม้ว่าเขาจะมีอายุน้อยก็ตาม

ในปี 1992 รัฐบาลอิสรอเอลได้ทำการเนรเทศแกนนำฮามาส และกลุ่มญีฮาด อิสลามียฺ มากกว่า 400 คนออกนอกประเทศเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม ซึ่งฮะนียะฮ์ ก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกเนรเทศในครั้งนั้น หลังจากสิ้นสุดเวลาการเนรเทศเขากับมิตรสหายของเขาก็กลับไปยังบ้านเกิดอีก ครั้งและกลายเป็นผู้นำคนสำคัญของขบวนการฮามาส

บุคลิกภาพ ทางการเมืองของเขาได้เริ่มขึ้นหลังจากที่เชค อะหฺมัด ยาซีน ออกจากคุกในปี 1997 และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานของผู้ก่อตั้งฮามาส ในช่วงนี้เองเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งสำหรับเขาในการเรียนรู้สิ่งต่างๆจากเชค อะหฺมัด ยาซีน

และฮะนียะฮ์เองก็นับว่าช่วงเวลาที่เขาอยู่กับเชค อะหฺมัด ยาซีน อันเป็นช่วงบั้นปลายชีวิตของเชคนั้น เป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดและประเสริฐที่สุด ในชีวิตของท่านที่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างมากมายจากเชค และหลังจากที่เชค อะหฺมัด ยาซีน (รอฮิมะฮุลลอฮ์)จากไป(ชะฮีด) ท่านจึงกลายเป็นผู้นำผู้ขับเคลื่อนทางการเมืองคนสำคัญของขบวนการฮามาส ท่านฮะนียะฮ์ ถูกนับว่าเป็นผู้นำขบวนการฮามาสที่มีความเป็นกลาง และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีงามกับกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มเคลื่อนไหว อัลฟัตฮฺ

บุคลิกฮะ นียะฮ์สามารถสัมผัสได้จากใบหน้าของเขา การยิ้มของเขา เขาเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และรักในการเยี่ยมญาติพี่น้องของเขา และปรึกษาหารือกับครอบครัวของเขาในเรื่องของการใช้ชีวิตและไม่ชอบที่จะแยก ตัวตามลำพัง

ในขณะที่เขายังเยาว์วัยเขามีความชื่นชอบในการอ่าน และทบทวนบทเรียน แม้กระทั่งเวลาว่างอันน้อยนิดก็ตามท่านก็ยังใช้ในการหนังสือเล่มใหม่ๆ เขายังได้อ่านวารสารต่างๆที่เกี่ยวกับการเมือง การรายงานข่าวต่างๆ และยังใช้เวลาในการทบทวนอัลกุรอานที่เขาได้ท่องจำมา เขามีห้องสมุดประจำบ้านโดยมีหนังสือประมาณพันกว่าเล่ม และยังมีความจำที่รวดเร็วแม่นยำ

ท้ายที่สุดเขาก็ได้รับเลือกเป็นผู้นำ ปาเลสไตน์คนที่สาม เขาเป็นผู้นำคนแรกของประเทศปาเลสไตน์ที่มาจากพรรคเคลื่อนไหวอิสลาม (ฮามาส) หลังจากที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนมากในวันที่ 25-1-2006.

บุคลิกของเขาหลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ นำ

           บุคลิกของเขานับว่าเป็นบุคลิกที่ไม่มีผู้นำประเทศอิสลามคนใดเหมือนที่ได้รับ การขนานนามว่า “คอลีฟะฮ์ ยุคปัจจุบัน” ด้วยกับบุคลิกของเขาและการปกครองของเขาที่ใช้ระบบอิสลามในการปกครองและแบบ อย่างของบรรดาคอลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมทั้งหลายในการปกครอง ยานพาหนะส่วนตัวของท่านไม่ได้ดีไปกว่ายานพาหนะของชาวเมืองของเขาเลย อาหารการกินของเขาก็ไม่ได้เลิศหรูไปกว่าอาหารที่ชาวเมืองของเขารับประทานเลย บ้านที่เขาอาศัยไม่ได้ดีกว่าบ้านของชาวเมืองของเขาเลย ท่านเดินตรวจตราความทุกข์สุขของประชาชนของท่านด้วยตัวของท่านเอง ดังที่ท่าน อูมัร อิบ อัลคอฏฏ็อบ ปฎิบัติ เขาช่วยเหลือความทุกข์ยากของชาวเมืองด้วยตัวของเขานเอง เขาป้อนอาหารให้กับลูกหลานของผู้ที่เสียชีวิตในหนทางของอัลลอฮ์ด้วยตัวของ เขาเอง เขาเยี่ยมเยียนบรรดาผู้ทรงความรู้และผู้ชราภาพด้วยตัวเขาเอง
           เขาเป็นผู้ที่รักยิ่งของประชาชน เขาเป็นผู้นำที่นำประชาชนของเขาในการละหมาด เขาเป็นผู้นำที่กล่าวคุตบะฮ์ในละหมาดวันศุกร์ เขาเป็นผู้นำที่นำผู้คนของเขาในการละหมาดตารอวิฮ์ เขาเป็นผู้นำที่นำประชาชนในการละหมาดตะฮัจญุด เขาเป็นผู้นำที่บรรยายศาสนาแก่ผู้คนของเขาในมัสยิด หัวใจของผู้คนถูกรวมอยู่ในหัวใจของเขา ทหารของเขาล้วนแล้วเป็นทหารที่ยึดมั่นในหลักการอิสลาม พวกเขาพลีกายถวายชีวิตเพื่อผู้เป็นเจ้าของพวกเขา
           และพวกเขาจะไม่ถูกช่วยเหลือตราบใดที่พวกเขาไม่ให้การช่วยเหลือพระเจ้าของพวก เขา ดั่งคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า
: “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย หากพวกเจ้าสนับสนุน (ศาสนาของ) อัลลอฮ. พระองค์ก็จะทรงสนับสนุนพวกเจ้าและจะทรงตรึงเท้าของพวกเจ้าให้มั่นคง(47:7) ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็คือ มนุษย์คนหนึ่งจากลูกหลานของท่านนบีอะดัม ที่มีความผิดพลาด และแน่นอน ถ้าหากว่าความผิดพลาดของเขาถูกตั้งขึ้นบนหลักของการอิจญติฮาดที่มาจากตัวเขา หรือว่าอุลามาอ์ที่อยู่รอบข้างเขา แน่นอนพวกเขาก็ยังคงได้รับผลบุญโดยไม่มีวันขาดทุน

           แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องสู้กับชาวยิวต่อไปจนถึงวันสิ้นโลก ดังวัจนะSample Imageของท่านรอ ซูล (ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ) ที่ว่า:“วันสิ้น โลกจะยังไม่เกิดขึ้น จนกว่าพวกท่านจะต่อสู้กับชาวยิว(บุ คอรี)

ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) กล่าวว่า: จะยังมีอยู่ กลุ่มชนหนึ่งจากประชาชาติของฉันที่ ปรากฏอย่างชัดเจนบนศาสนาของพวกเขา มีชัยชนะเหนือศัตรูของพวกเขา ผู้ที่ขัดแย้งกับพวกเขาจะไม่สามารถให้โทษใดๆแก่พวกเขา จนกระทั่งบัญชาของอัลลอฮ์ได้มาถึง (วันกียามะฮฺ) พวกเขาก็ยังคงอยู่อย่างนั้น บรรดาศอฮาบะฮ์ ถามท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ต่อว่า: พวกเขาคือใคร ? พวกเขาอยู่ที่ไหน ? ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ตอบว่า พวกเขาอยู่รอบๆ บัยตุล อัล มักดิส (บุคอรี ใน หนังสือ ตารีก อัลกาบีร)

             และยังมีอีกสายรายงานหนึ่งที่ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) กล่าวว่า: พวก เขาอยู่ที่บัยตุล มักดิศและรอบๆ บัยตุลมักดิส (ฏอบรอนียฺ และ อีหม่าม อะหฺมัด)
             ดังนั้น พวกเขาไม่ใช่ใครอื่นเลย นอกจากกลุ่มชนที่รอดพ้น (ฟิรเกาะฮ์ นาญีญะฮ์) กลุ่มชนแห่งชัยชนะ (ฏออีฟะฮฺ มันศูเราะฮฺ) กลุ่มชนแห่งคนแปลกหน้า สุดท้ายเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชัยชนะที่พวกเขาจะได้รับนั้นอยู่แค่เอื้อม ตราบใดที่พวกเขายังคงช่วยเหลือในหนทางของอัลลอฮฺ อินชาอัลลอฮ์

-----------------------------

หมายเหตุ
           การระบุว่า "ฏออิฟะฮฺ มันศูเราะฮฺ" อยู่รอบๆ "บัย ตุลมักดิส" นั้นไม่ขัดแย้งกับรายงานอื่นๆ ซึ่งกล่าวกว้างๆกล่าวถึงการปรากฏในยุคสมัยที่ไม่ขาดสายโดยไม่ได้ระบุสถานที่ หมายถึงพวกเขามีอยู่ทั่วโลกและมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่การกล่าวถึงบัยตุลมักดิส รวมทั้งดินแดนชาม หรือบางรายงานระบุว่าเป็นดินแดนด้านตะวันตก(จากมุมมองของนครมะดีนะฮฺ)เป็น การเจาะจงความโดดเด่นของพวกเขาในบางยุค โดยเฉพาะยุคที่ใกล้วันสิ้นโลก

Who's new

  • nasiruddin
  • admin
  • ghuraba

Who's online

There are currently 0 users and 9 guests online.
DrupalShark.com - Drupal Themes with Bite!