/images/banner.png

ยะฮูดีย์.... ศัตรูตัวฉกาจยิ่งต่อบรรดาผู้ศรัทธา
Platform needs to be installed. See readme file


จาก ฟีซิลา ลิ้ลกุรอาน ของท่านสัยยิด กุฏบฺ

 http://islam.in.th/sites/default/files/70810794_0f3be47793_m.jpg

ถอดความโดย นูรุ้ลฮุดา

 

 

แน่นอน  เจ้าจะได้พบว่ากลุ่ม ชนที่เป็นศัตรูตัวฉกาจยิ่งต่อบรรดาผู้ศรัทธานั้น คือพวกยิว และบรรดามุชริกูน(บรรดาผู้ ตั้งสิ่งอื่นเป็นภาคีต่ออัลลอฮฺ)………” สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ : 8

 

ภาพรวมของอา ยะฮฺที่82-86 ในสูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ

นี่เป็นเนื้อหาสั้นๆของสูเราะฮฺนี้ที่บรรยายถึงท่า ทีของพวกยิว พวกคริสเตียน และบรรดาผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ที่มีต่อท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม และอุมมะฮฺอิสลาม อายะฮฺยังได้อธิบายถึงการเบี่ยงเบนที่คืบคลานเข้าสู่ความเชื่อถือศรัทธาของ พวกยิว และคริสเตียน เจตนาอันชั่วร้ายและต่ำช้าของพวกยิวที่มีต่อศาสดาของพวกเขาและต่อท่านรสูลุ ลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม และกล่าวถึงบรรดาผู้ไม่ศรัทธาที่ให้การสนับสนุน พวกเขาต่อต้านท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัล ลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม

 

ในสูเราะฮฺ มาอิดะฮฺนี้ได้บรรยายถึงคำตัดสินพิพากษาพวกยิวและคริสเตียน โดย ตั้งข้อหาพวกเขาว่าไม่ศรัทธาหรือ ไม่อีมาน ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาละทิ้ง สิ่งที่มีบอกกล่าวไว้ในคัมภีร์ของพวกเขาเอง และปฏิเสธสิ่งที่ ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัล ลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม นำมาเผยแผ่แก่พวกเขา
 

สูเราะฮฺนี้ยังได้ยืนยันอีกว่าพวกยิวและพวก คริสเตียนไม่มีอะไรเลยเป็นบรรทัดฐานแห่งชีวิตของพวกเขา นอกจาก จะใช้เตารอฮฺ(พระคัมภีร์เก่า) อิน ญีล(พระคัมภีร์ใหม่) และคำสั่งคำ สอนทั้งหลายที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานลงมาแก่พวกเขาเป็นประโยชน์แก่พวก เขาเท่านั้น
   

ในส่วนของ ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัล ลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม สูเราะฮฺนี้ยังต้องการให้ท่านเผยแผ่สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้วะหฺยูแก่ท่าน สู่ผู้คนทั้งหลาย ไม่ว่าผู้คนเหล่านั้นจะเป็นพวกบูชาเจว็ดรูป ปั้น พวกยิว และพวก คริสเตียนก็ตาม พวก เขามิได้ถูกเรียกร้องสู่สิ่งใดนอกจากสู่ความเชื่อมั่นศรัทธาในพระผู้เป็น เจ้าเท่านั้น และพวกเขาถูกเรียกร้องให้เชื่อมั่นศรัทธาในอิส ลาม
 

สูเราะฮฺนี้ยังต้องการให้อุมมะฮฺอิส ลามเป็นพันธมิตร เป็นพลพรรคกับพระผู้เป็นเจ้ากับรสูลของพระองค์ และกับบรรดาผู้ศรัทธาเท่านั้น ไม่ให้เป็นพันธมิตรกับพวกยิวและ คริสเตียน เพราะพวกเขาเป็นพันธมิตรอันลึกซึ้งซึ่งกันและกัน พวก ยิวยังเป็นพันธมิตรกับพวกปฏิเสธศรัทธาอีกด้วย และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงถูกท่าน นบีดาวูด(เดวิด)และนบีอี ซา(พระเยซู)ลูกของมัรยัมสาปแช่ง
   

              เนื้อหาสั้นๆในห้าอายะฮฺนี้ ได้อธิบายถึงท่าทีของพวกไม่หวังดี เหล่านี้ที่มีต่อท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม และอุมมะฮฺอิส ลาม และอายะฮฺยังได้กล่าวถึงผลตอบแทนต่างๆที่พวกเขาจะได้รับใน โลกหน้า


               อุมมะฮฺอิสลามได้รับอายะ ฮฺต่างๆของอัล
-กุรอานเพื่อให้กำหนดแบบแผนแห่งการดำเนิน ชีวิต ให้เป็นไปตามทิศทางที่อัล-กุรอานกำหนด และ เพื่อให้กำหนดท่าทีที่ถูกต้องเหมาะสมต่อผู้คนทั้งหลาย อัล-กุ รอานเป็นคัมภีร์ที่ถูกประทานให้เป็นทางนำแก่อุมมะฮฺอิสลาม เป็น สิ่งจำเป็นแก่อุมมะฮฺอิสลาม เป็นตัวกำหนดระเบียบแบบแผนและแนวทางในการประพฤติปฏิบัติของอุมมะฮฺอิสลาม ตราบใดที่อุมมะฮฺอิสลามหล่อหลอมชีวิตของเขาด้วยกระบวนการนี้ อุ มมะฮฺอิสลามก็จะมีชัยชนะเหนือประชาชาติทั้งหลาย ไม่มีประชาชาติใดทำลายอุมมะฮฺอิสลามได้
 

    นี่เป็นเพราะ อุมมะฮฺอิสลามขับเคี่ยวต่อสู้ศัตรูภายใต้ทิศทางการนำทางของพระผู้เป็นเจ้า ด้วย คุณธรรมความดีงามของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ผู้นำของอุมมะฮฺอิสลาม ด้วยการดำเนินรอยตามทางนำของพระผู้เป็น เจ้า และการทำให้คำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าเป็นวิถีการดำเนินชีวิตในทุกๆด้านบน หน้าแผ่นดิน


              คำบัญชาใช้ทั้งหลายของพระผู้ เป็นเจ้า ที่มีอยู่ในอัล
-กุรอานนั้นยังคงมีผลบังคับใช้ ต่อเนื่องไปจนถึงวันสุดท้ายของโลกนี้ ผู้ที่สนับสนุนอิสลาม ณ วันนี้และวันข้างหน้าจะต้องเตรียมตัวให้ดีเมื่อพวกเขาได้ยินคำบัญชานี้ ราว กับว่าคำบัญชานี้กำลังกล่าวบัญชาแก่พวกเขา เพื่อให้กำหนดพื้น ฐานท่าทีของพวกเขาที่พึงมีต่อกลุ่มคนทั้งหลาย ต่อความศรัทธา และความเชื่อถือ ต่อสถานภาพและระบบ ต่อคุณค่าและมาตรฐานทั้ง หลาย

 

แน่นอน เจ้า จะได้พบว่ากลุ่มชนที่เป็นศัตรูตัวฉกาจยิ่งต่อบรรดาผู้ศรัทธานั้น คือพวกยิว และบรรดามุชริกูน(บรรดาผู้ตั้งสิ่งอื่นเป็นภาคีต่ออัลลอฮฺ)………” สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ : 82


           
http://islam.in.th/sites/default/files/palestine-boy-tank.jpgข้อความนี้ได้กล่าวแก่ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม  และ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย  ข้อสังเกตุเกี่ยวกับการใช้คำของข้อ ความนี้คือความจริงที่ว่ายิวถูกกล่าวถึงก่อนบรรดาผู้ตั้งภาคี ใน การเป็นศัตรูตัวฉาจต่อบรรดาผู้ศรัทธา และในความเป็นศัตรูของพวกเขานั้นก็เป็นที่เปิดเผยและเป็นที่รับรู้ได้อย่าง ง่ายดายโดยผู้ที่ใคร่ครวญ


             เป็นความจริงที่ว่าธรรมเนียมปฏิบัติโดยทั่วไปในภาษาอฺรับ คำเชื่อม
ว่ะ(วาว ฟัตหะฮฺ)ที่ แปลว่าและนั้น ใช้สำหรับการรวมเข้าด้วยกัน ไม่ใช่ใช้เพื่อเรียงลำดับความสำคัญ ความหนักเบาต่อเนื่องกันไป ซึ่งจากการที่นำเอายิวมาไว้ข้างหน้าพวกปฏิเสธนี้อาจทำให้เข้าใจว่ายิวมีความเป็นศัตรูต่ออิสลามและผู้ศรัทธาน้อยกว่าพวก ปฏิเสธ เนื่องจากพวกเขาเป็นชาวคัมภีร์ดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งได้รับคัมภีร์ที่มาจากฟากฟ้าเช่นเดียวกับมุสลิม  พวกเขา น่าจะมีความเป็นมิตร ความเป็นพี่น้องกับผู้ศรัทธามากกว่าพวกปฏิเสธ แต่เมื่อพิจารณาถึงคำเชื่อมว่ะในอา ยะฮฺนี้กลับให้ความรู้สึกและความหมายเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากสำนวนการใช้ภาษาในอายะฮฺนี้มุ่งเป้าไปที่ธาตุแท้หรือสภาพความเป็น จริงของยิวมิได้เป็นไปอย่างที่เข้าใจกัน แม้พวกเขาจะเป็นชาว คัมภีร์ก็ตาม ทำให้เข้าใจได้ว่าอย่างน้อยพวกเขาก็มีความเป็น ศัตรูต่อบรรดาผู้ศรัทธาพอๆกับพวกปฏิเสธ และจากอายะฮฺนี้อีกเช่นกัน คงจะไม่เกินไปนักที่จะกล่าวว่าพวกยิวมีความเป็น ศัตรูต่ออิสลามต่อบรรดาผู้ศรัทธามากกว่าและรุนแรงกว่าพวกปฏิเสธเสียอีก


             เมื่อเราศึกษาดูในประวัติศาสตร์อิสลามตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เรา ไม่สงสัยเลยว่าความเป็นศัตรูของยิวที่มีต่อผู้ศรัทธานั้น ดุเดือด รุนแรง และ ยาวนานกว่าความเป็นศัตรูของบรรดาพวกตั้งภาคีและพวกปฏิเสธศรัทธา จากเริ่มแรกของการเคลื่อนไหวเพื่ออิสลามของรัฐมุสลิมที่สถาปนาขึ้น ณ นครมะดีนะฮฺ อัล
-มุเนาวะเราะฮฺ  พวก ยิวก็เริ่มมีท่าทีเป็นศัตรูทันที พวกเขาวางแผนร้านต่อต้านอุ มมะฮฺอิสลามตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว  การที่อัล-กุ รอานได้กล่าวถึงความเป็นศัตรูและการวางแผนร้ายนี้ เป็นการ เพียงพอแล้วที่จะชี้ให้เห็นถึงความคิดที่จะทำสงครามอันต่อเนื่องยาวนานอย่าง ไม่ลดละของยิวต่ออิสลาม ต่อท่าน รสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม และต่อ อุมมะฮฺอิสลามตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อันที่จริงแล้ว สงครามนี้ก็มิได้บรรเทาเบาบางลงเลยแม้แต่น้อย ตลอด 14 ศตวรรษที่ ผ่านมา แต่ทว่ามันยังคงดุเดือดรุนแรงยิ่งขึ้นจนกระทั่งปัจจุบัน


              เมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้เริ่มวางรากฐานอุมมะ ฮฺอิสลามขึ้นที่นครมะดีนะฮฺ อัล
-มุเนาวะเราะฮฺ  ท่าน ได้ทำสนธิสัญญาการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขกับพวกยิว และเรียก ร้องเชิญชวนพวกเขาสู่การศรัทธาในอิสลาม ซึ่งยืนยันถึงคัมภีร์เตารอฮฺที่เคยถูกประทานแก่พวกเขามาก่อนแล้ว กระนั้น ก็ตามพวกเขาก็ไม่รักษาพันธสัญญา เหมือนกับที่พวกเขาบิดพริ้วทุกๆสัญญาที่เคยให้สัญญามาแล้วกับพระผู้อภิบาล ของพวกเขาและบรรดาศาสดาของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺ จึงได้กล่าวแก่ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม เกี่ยวกับพวกเขาว่า
             
และโดยแน่นอนยิ่ง เราได้ประทานสัญญาณทั้งหลายอันชัดแจ้งแก่เจ้า แล้ว  และไม่มีผู้ใดปฏิเสธ มัน นอกจากบรรดาผู้ฝ่าฝืน เท่านั้น


             ทุก ครั้งที่พวกเขาให้คำมั่นสัญญาใดๆไว้ กลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเขา ก็เหวี่ยงสัญญานั้นทิ้งมิใช่หรือ ? หามิได้ ความจริงแล้วพวกเขาส่วนมากไม่ศรัทธาเลย


             และเมื่อได้มีรสูลคนหนึ่งจากอัลลอฮฺ
(คือท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม) มายังพวกเขา ซึ่งยืนยันในสิ่งที่มีอยู่กับพวกเขา(คัมภีร์เตารอฮฺ) กลุ่ม หนึ่งจากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ก็เหวี่ยงคัมภีร์ของอัลลอฮฺทิ้งไว้เบื้องหลัง พวกเขา ราวกับว่าพวกเขาไม่ รู้เรื่องเลยสูเราะฮฺ อัล-บะเก็าะเราะฮฺ : 99 - 101

 

   พวกเขาได้ปิดบังซ่อนเร้นความเป็นศัตรูต่ออิสลามและมุสลิมไว้ตั้งแต่เริ่มแรก แล้ว เมื่ออัลลอฮฺได้ทรงประสานอฺรับสองเผ่าคือเผ่าเอฺาสฺกับ เผ่าค็อซร็อญจ์เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้ร่มเงาอิสลาม จึง ไม่มีช่องว่างให้ยิวยุแหย่เผ่าหนึ่งปะทะกับอีกเผ่าหนึ่งในสองเผ่านี้ ความ ศัตรูของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นอีกเมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นผู้นำแห่งอุมมะฮฺอิสลาม และไม่เปิดโอกาสให้ยิวมากำหนดกฎเกณฑ์อะไรในรัฐอิสลาม พวกเขา ได้ใช้กลอุบายทุกวิถีทางในการวางแผนร้ายทำลายอิสลาม เพื่อความ มุ่งหมายดังกล่าวนี้พวกเขากระทั่งยอมเป็นทาสในบาบิโลน ในอียิปต์ และ ยอมสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรโรมัน  ทั้งๆที่อิสลามได้ฟื้นฟู สภาพพวกเขาจากความตกต่ำ แต่พวกเขากลับตอบแทนความปรารถนาดีของ อิสลาม ด้วยการวางแผนบ่อนทำลายอย่างชั่วร้ายยิ่งต่ออิสลาม


            พวกเขาคอยปลุกปั่นยุแหย่บรรดาขุมกำลังทั้งหลายของพวกอรับที่ไม่นับถือศาสนา ให้ต่อต้านอิสลาม พวกเขาทำงานอย่างหนักในอันที่จะบุกบั่นเดิน หน้าเป็นพันธมิตรกับบรรดาเผ่าต่างๆที่เป็นศัตรูต่ออิสลามเพื่อเริ่มต่อต้าน อุมมะฮฺอิสลาม พวกเขาอ้างกระทั่งว่าพวอฺรับที่บูชารูปปั้นนั้น ยังเป็นคนที่ได้รับทางนำดีกว่าบรรดาผู้ศรัทธาเสียอีก


            เมื่ออิสลามมีชัยชนะเหนือพวกเขาด้วยพลังแห่งความจริง พวกเขา ก็พยายามวางแผนร้ายต่อต้านอิสลามโดยการบิดเบือนคัมภีร์ของพวกเขาเอง คัมภีร์เดียวที่ยังคงความบริสุทธิ์เป็นดำรัสของอัลลอฮฺอยู่ทุกวันนี้ก็คือ อัล
-กุรอาน คัมภีร์ของอัลลอฮฺที่ พระองค์ทรงประกันว่าจะปกปักษ์รักษาไว้ให้คงอยู่ จวบจนวันอาคิเราะฮฺโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้เพียงอักษรเดียว พวกยิวก็ยังคงวางแผนร้ายต่อต้านอิสลาม โดย พยายามที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความบาดหมางระหว่างมุสลิมด้วยกัน และ สร้างความสับสนไขว้เขวให้แก่บรรดาผู้ที่เพิ่งเข้ารับอิสลามมาใหม่ๆ และ แก่บรรดาผู้ที่มีความเข้าใจไม่ถูกต้องในหลักการและคุณค่าของอิสลาม แผน ร้ายของพวกเขายังรวมถึงการปลุกปั่นยุยงบรรดาปรปักษ์ของอิสลามจากทุกหนทุก แห่ง ให้มารวมหัวกันต่อต้านอิสลาม


            ใน ประวัติศาสตร์ไม่นานมานี้ พวกยิวเป็นผู้นำสงครามทำลายล้างอิสลามทั่วโลก เป็นพวกยิวอีกที่ได้ใช้พวกคริสเตียนและพวกบูชา เจว็ดนำกำลังอย่างเต็มที่ทำลายล้างอิสลาม เป็นยิวอีก ที่พวกเขาสร้างวีรบุรุษที่มีชื่อเป็นมุสลิมแต่พยายมทุกวิถีทางที่จะกำจัดอิส ลามอยู่ตลอดเวลา อัลลอฮฺทรงตรัสสมจริงแล้วที่ว่า  

แน่นอน  เจ้าจะได้ พบว่ากลุ่มชนที่เป็นศัตรูตัวฉกาจยิ่งต่อบรรดาผู้ศรัทธานั้น คือพวกยิว และบรรดามุชริกูน(บรรดาผู้ตั้งสิ่งอื่นเป็นภาคีต่ออัลลอฮฺ)………”  สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะ ฮฺ : 82


           กองกำลังพันธมิตรที่เป็นศัตรูต่ออิสลาม ได้บุกบั่นเดินหน้าร่วมมือกันคล้าย คีมเหล็กที่จะโอบล้อมบดขยี้รัฐอิสลามที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ในนครมะดีนะฮฺ อัล
-มุ เนาวะเราะฮฺ ในความพยายามที่จะร่วมกันถอนรากถอนโคนอิสลามให้สิ้นซากนี้ ประกอบด้วยพวกยิวจากเผ่ากุร็อยเซ็าะฮฺและยิวเผ่าอื่นๆ พวก อฺรับส่วนใหญ่เป็นเผ่ากุร็อยชฺในมะดีนะฮฺ อัล-มุเนาวะเราะฮฺ และอฺรับ เผ่าใหญ่ๆเผ่าอื่นในคาบสมุทรอฺรับ คนที่อยู่เบื้องหลังการรวบ รวมกองกำลังพันธมิตรเหล่านี้ให้มาร่วมมือกัน และทำงานอย่าง หนักเพื่อให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาก็คือยิว


          30 ปีต่อมายิวกลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนไหวงานด้านมวลชน โดย การปลุกปั่นคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยต่างๆที่มี
ความบาดหมางกันให้มีความ ระส่ำระสายไปทั่วอาณาจักรอิสลาม  และได้แพร่กระจายข่าวลือ ต่างต่างนานาให้เกิดความสับสนอลหม่าน พวก เขาประสบความสำเร็จในการปลุกปั่นให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นในรัฐอิสลาม อัน นำไปสู่การลอบสังหารท่านอุษมาน ร่อ ฎิยัลลอฮุ
อันฮุ ค่อลีฟะฮฺคนที่สามของอาณาจักรอิสลาม โลกมุสลิมมักจะเผชิญ หน้าปัญหาต่างๆมากมาย อันเป็นผลมาจากการรวมหัวกันคิดกลอุบายต่างๆของพวกยิว ตั้งแต่ ยุคเริ่มต้นของอิสลามจนถึงทุกวันนี้


           ผู้ที่กุคำพูดคำสอนต่างๆขึ้นมาแล้วก็อ้างว่าเป็นคำพูดคำสอนของท่านรสูลุ ลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม 
และได้สร้างรายงานเท็จเกี่ยว กับประวัติศาสตร์อิสลาม และลักษณะของมุสลิมที่เคยเป็นผู้นำในอดีตก็คือยิว


           ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ยิวได้ปลุกปั่นความรู้สึกชาตินิยม ในหมู่มุสลิมสมัยระบอบค่อลีฟะฮฺยุคสุดท้าย  พวกเขาอยู่เบื้อง หลังการก่อกบฎและรัฐประหารซึ่งเริ่มแทนที่
กฎหมายอิสลามด้วยรัฐ ธรรมนูญในระหว่างอำนาจการปกครองของสุลฏอน อับ ดุล หะมีด ก่อนที่จะโค่นระบอบค่อลีฟะฮฺอิสลามให้ล่มสลายลง ด้วยน้ำมือของวีรบุรุษชาตินิยมตุรกี มุสฏอฟา กะมาล อะตาเติร์ก


            ยิวเป็นหัวหอกสำคัญที่ผลักดันให้ทั่วโลกประกาศสงครามกับบรรดาผู้ทำงานอิสลาม ทุกหนทุกแห่งบนหน้าแผ่นดินนี้ ยิ่งกว่านั้น ลัทธิที่ไม่เชื่อถือในพระเจ้าและลัทธิวัตถุนิยมที่เกิดขึ้นก็เป็นผลงานของ ยิว ลัทธิความพึงพอใจหรืออิสรภาพซึ่งบางครั้งก็เรียกกันว่า
การปฏิวัติทางเพศ ก็ เป็นผลงานของยิว อันที่จริงแล้ว ทฤษฎีชั่วร้ายทั้งหลายที่ทำลายคุณค่าและศักดิ์ศรีของมนุษยชาติ ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นผลงานของยิว
 

 สงครามที่ ยิวทำลายล้างอิสลามนั้น ยาวนานกว่า กว้างขวางครอบคลุมทั่วโลก กว่า และมีความมุ่งหมายเฉพาะเจาะจงกว่า สงครามที่กระทำโดยพวก นอกศาสนาและพวกปฏิเสธศาสนาทั้งในอดีตจวบจนปัจจุบัน แม้สองพวกหลังนี้จะมีความโหดเหี้ยมและรุนแรงอย่างยิ่งก็ตาม การ ต่อสู้กับชาวอฺรับที่บูชาเจว็ดรูปปั้นก็มีช่วงต้นๆของการก่อกำเนิดอิสลาม สมัยท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัล ลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ไม่เกิน 20 ปี ยาวนาน พอๆกับสงครามที่ทำกับอาณาจักรเปอร์เซีย ในยุคหลังๆนี้ เรา จะเห็นว่าสงครามที่พวกนอกศาสนาในอินเดียกระทำต่ออิสลามนั้นดูโหดเหี้ยมดุ เดือดอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่โหดเหี้ยมรุนแรงเท่ากับสงคราม ที่ไซออนิสต์กระทำต่ออิสลาม(ลัทธิวัตถุนิยมมาร์กซิส ก็เป็นผลพวงอันหนึ่งของไซออนิสต์) มีสงครามเดียวที่พอจะเทียบ เคียงได้กับสงครามที่กระทำโดยยิว ทั้งระยะเวลา ขอบ เขตอาณาบริเวณ ก็คือสงครามของพวกครูเสด ซึ่งก็หนีไม่พ้นที่ยิว มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ซึ่งในสูเราะฮฺ อัล-มา อิดะฮฺนี้ก็มีกล่าวไว้


        เราเตือนตัวเราเอง ให้ระลึกถึงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ก็เพื่อที่เราจะได้ตระหนักและเห็นคุณค่าถึงความมุ่งหมายของอัลลอฮฺ ที่ได้กล่าวถึงยิวก่อนบรรดาพวกบูชาเจว็ดรูปปั้น ในการตั้งตัวเป็นศัตรูต่ออิสลาม

แน่นอน  เจ้าจะได้พบว่ากลุ่มชนที่ เป็นศัตรูตัวฉกาจยิ่งต่อบรรดาผู้ศรัทธานั้น คือพวกยิว และบรรดามุชริกูน(บรรดา ผู้ตั้งสิ่งอื่นเป็นภาคีต่ออัลลอฮฺ)………”   สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ : 82


        พวกเขามีลักษณะธรรมชาติอันชั่วร้าย ซึ่งเต็มไปด้วยความจงเกลียดจงชังต่ออิสลาม ต่อท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม และต่อบรรดาผู้ที่ดำเนินรอยตามท่าน เพราะ ฉะนั้น อัลลอฮฺจึงได้เตือนท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อฺะลัยฮิ วะสัลลัม และบรรดาผู้ ศรัทธาให้ระวังเจตนาร้ายดังกล่าว จากบทเรียนในประวัติศาสตร์ ลักษณะ ธรรมชาติอันชั่วร้ายและต่ำช้านี้สามารถปกป้องได้ด้วยอิสลามเท่านั้น ไม่ มีทางอื่นใดอีกแล้ว ผู้ศรัทธาจะต้องยึดมั่นและดำเนินรอยตาม หลักการอิสลามอย่างแท้จริงเท่านั้น โลกเราทุกวันนี้ไม่สามารถ รอดพ้นปลอดภัยจากลักษณะธรรมชาติอันชั่วร้ายนี้ได้หากไม่มีอิสลาม ต่อ เมื่อมนุษย์นำเอาอิสลามที่ครบถ้วนสมบูรณ์มาเป็นระบอบในการดำเนินชีวิตจริงใน ทุกๆด้านเท่านั้น

 

------------------------------------------------------------------

ช่วงต้นของอายะ ฮฺที่ 82 สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ

Who's new

  • nasiruddin
  • admin
  • ghuraba

Who's online

There are currently 0 users and 8 guests online.
DrupalShark.com - Drupal Themes with Bite!